แนวโน้มด้านราคาน้ำมันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามตลาดโลก

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในประเทศไทย ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดโลก ค่าพรีเมียมและปรับคุณภาพน้ำมัน ราคาไบโอดีเซล ราคาเอทานอล ภาษีฯ กองทุนน้ำมันฯ และค่าการตลาด อย่างแรกเลยที่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปมีอุปสงค์และอุปทานคนละกลุ่มจึงอยู่คนละตลาดกัน แต่การเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปมักจะมีทิศทางเดียวกัน แต่จะไม่เปลี่ยนแปลงเป็นสัดส่วนที่เท่ากันพอดี ทำให้ค่าการกลั่นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แล้วแต่สภาพตลาดน้ำมันในขณะนั้นเป็นความเสี่ยงที่โรงกลั่นน้ำมันต้องรับไป

ราคาที่เป็นเนื้อน้ำมันคือราคาหน้าโรงกลั่นมีการเปลี่ยนแปลงตามราคาตลาดโลกเป็นไปตามกลไกตลาด แต่ส่วนอื่นๆที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามตลาดโลก ได้แก่ ภาษีต่างๆ กองทุนน้ำมันฯ และค่าการตลาด ฯลฯ นอกจากนี้ด้วยนโยบายของกระทรวงพลังงานในรัฐบาลชุดนี้ทำให้สามารถใช้หนี้กองทุนน้ำมันฯ โดยเก็บเพิ่มเติมจากน้ำมันดีเซลมาเป็นเงินสำรองเพื่อใช้รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันหากเกิดราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต และสามารถนำไปใช้เพื่อส่งเสริมพลังงานทดแทนอีกด้วย ในส่วนของค่าการตลาดนั้นช่วงที่ราคาน้ำมันขาลงค่าการตลาดมักจะเพิ่มขึ้นมาชดเชยในส่วนที่ผู้ประกอบการรับภาระไว้ตอนช่วงราคาน้ำมันขาขึ้นที่ค่าการตลาดมักจะถูกบีบให้น้อยกว่าปกติ ก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงพลังงานจะพิจารณาถึงความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ

ทิศทางราคาน้ำมันดิบปี 2558 จะลดลงอยู่ที่ 90-95 เหรียญต่อบาร์เรล จากปีนี้ที่คาดว่าจะเฉลี่ยกว่า 100 เหรียญต่อบาร์เรล เนื่องจากยังอยู่ในสภาวะอุปทานล้นตลาด ประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถผลิตน้ำมันได้สูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ลดการพึ่งพาการนำเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้น้ำมันดิบจากแอฟริกาไม่สามารถส่งเข้าสหรัฐได้ จึงต้องลดราคาเพื่อแข่งขันกับกลุ่มโอเปก และขยายเข้าสู่ตลาดเอเชียแทน ประกอบกับกลุ่มโอเปกสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องจากซาอุดีอาระเบีย และการกลับมาของอิรัก ลิเบีย และอิหร่าน ที่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ ส่งผลให้ตลาดอุปทานน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง

การที่ประเทศนอกกลุ่มโอเปกจะลดการผลิตลงไปนอกจากราคาจะเป็นปัจจัยหนึ่งแล้วการวางแผนการลงทุนยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าและไม่สามารถยกเลิกได้อย่างกะทันหันจึงต้องอาศัยเวลาอย่างน้อย 2-3 เดือนจึงจะมีการปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป สาเหตุที่กลุ่มโอเปกระบุว่าจะขอเวลาอย่างน้อย 3 เดือนเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนที่จะพิจารณาว่ามีความจำเป็นจะต้องเรียกประชุมฉุกเฉินในไตรมาสแรกของปีหน้าเพื่อพิจารณาว่าจะทบทวนเรื่องโควตาการผลิตหรือไม่

การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงก็มีผลลบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจอาเซียน

นับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2557 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกได้เผชิญกับภาวะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยลดลงถึงร้อยละ 48 จากราคาที่สูงกว่า 105 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลในเดือนก.ค. 2557 เหลือเพียง 54.2 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลในวันที่ 31 ธ.ค. 2557 ซึ่งนับเป็นราคาที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี โดยมีสาเหตุจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของอุปทานน้ำมันในตลาดโลกอย่างมาก อันเป็นผลจากการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของสหรัฐฯ ด้วยการขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) โดยใช้เทคโนโลยีการขุดเจาะแบบใหม่ตามแนวนอนที่เรียกว่า Horizontal Drilling รวมถึงการที่ประเทศอื่นๆ อย่างแคนาดาได้เพิ่มการผลิตน้ำมันจากทรายน้ำมัน (Tar Sands) มากขึ้น ในขณะที่ชาติสมาชิกโอเปกก็ยังคงกำลังการผลิตน้ำมันไว้ตามเดิม ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันลดต่ำลง คือ การลดลงของความต้องการใช้น้ำมันในหลายประเทศ จากความเปราะบางของเศรษฐกิจ อาทิ ญี่ปุ่นและอียู

ทั้งนี้ การลดลงของราคาน้ำมันนับเป็นผลดีต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ซึ่งรวมถึงกลุ่มประเทศอาเซียน ตามปัจจัยสนับสนุน ดังต่อไปนี้
มูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบที่ลดลงส่งผลบวกต่อดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ของประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ประเทศไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดราวร้อยละ 2 ของ GDP ในปี 2558 นี้ นอกจากนี้ การลดลงของราคาน้ำมันย่อมส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศจีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิรายใหญ่ รวมถึงยังเป็นตลาดส่งออกและตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สำคัญของอาเซียน ดังนั้น การส่งออกและการท่องเที่ยวของอาเซียนโดยรวมคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น

หากแต่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิในอาเซียนซึ่งได้แก่ มาเลเซีย และบรูไนอาจประสบความท้าทายจากรายได้จากการส่งออกน้ำมันที่ลดลง อย่างไรก็ดี มาเลเซียมีฐานะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสะสมต่อเนื่อง อันส่งผลให้ฐานะการเงินของประเทศยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นกังวล

ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงน่าจะส่งผลให้มีการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น เนื่องจากครัวเรือนมีภาระค่าใช้จ่ายน้อยลง รวมทั้งต้นทุนของภาคธุรกิจในการผลิตและการขนส่งมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ซึ่งจะช่วยชะลอการปรับราคาสินค้าในตลาดได้ และช่วยให้ในระยะนี้สถานการณ์เงินเฟ้อของอาเซียนอยู่ในภาวะผ่อนคลายมากขึ้น

ด้วยสภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลงตามระดับราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศในอาเซียนมีพื้นที่สำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ยกตัวอย่างเช่น อินโดนีเซียที่น่าจะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะนี้ หลังจากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนับจากรัฐบาลประกาศลดการอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศ รวมไปถึงฟิลิปปินส์ที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 4 ภายหลังอัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลงมาจากร้อยละ 4.3 ในเดือนต.ค. 2557 เป็นร้อยละ 3.7 ในเดือนพ.ย. 2557 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบปี 2557 นับเป็นการลดความกังวลของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ในการจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อ

สถานะดุลการคลังของประเทศในอาเซียนมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากเป็นจังหวะให้ภาครัฐสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายผ่านการลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน โดยไม่กระทบต้นทุนของภาคธุรกิจและค่าใช้จ่ายประชาชน และสามารถนำงบประมาณภาครัฐไปใช้จ่ายกับโครงการเพื่อการพัฒนาประเทศได้มากขึ้น เห็นได้จากว่ามาเลเซีย และอินโดนีเซียเริ่มมีการปรับลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน และไทยเริ่มมีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันโดยการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล

ทั้งนี้ การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงก็มีผลลบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจอาเซียนด้วยเช่นกัน ผ่านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิรายใหญ่อย่างรัสเซีย และกลุ่มประเทศสมาชิกโอเปก โดยผลจากการร่วงอย่างหนักของราคาน้ำมัน ทำให้ค่าเงินรูเบิลของรัสเซียอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงิน และภาระหนี้ต่างประเทศของรัสเซียเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อตราสารทางการเงินในประเทศตลาดเกิดใหม่ และอาจนำไปสู่ปัญหาด้านเสถียรภาพของค่าเงินในตลาดเกิดใหม่อื่นๆ เช่น อินเดีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น

ปั๊มน้ำมัน แนวโน้มที่เปลี่ยนไป แข่งเดือดกลยุทธ์สร้างความแตกต่าง

ธุรกิจที่ได้รับความสนใจจากประชาชนในตอนนี้คงจะหนีไม่พ้น ธุรกิจน้ำมัน อาจจะด้วย หลายๆ ปัจจัย เช่น น้ำมันเป็นปัจจัยหลักของแทบจะทุกอุตสาหกรรม จึงทำให้ธุรกิจน้ำมันได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมา โดยตลอด รวมทั้งในธุรกิจน้ำมัน มีผู้ประกอบการที่มีเงินลงทุน ก้อนใหญ่หลายราย แต่เดิมในอดีต การแข่งขันของธุรกิจน้ำมันจะแข่งขันกันในธุรกิจหลัก ซึ่งก็คือ การจำหน่ายน้ำมันทั้งหลาย เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันหล่อลื่น แต่จากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ธุรกิจน้ำมันมาแข่งขันกันที่องค์ประกอบของสถานีบริการน้ำมันด้านอื่นๆ แทน องค์ประกอบของสถานีบริการน้ำมันนั้นประกอบไปด้วย 5 ส่วนด้วยกัน คือ 1.สถานีบริการน้ำมัน จะเป็นพื้นที่ที่ใช้ในการเติมน้ำมันจะมีหัวจ่ายของน้ำมันชนิดต่างๆ เช่น หัวจ่ายของน้ำมันเบนซิน หัวจ่ายของน้ำมันดีเซล เป็นต้น 2.ร้านสะดวกซื้อ ในสถานีบริการน้ำมันจะมีลักษณะที่แตกต่างไปจาก ร้านสะดวกซื้อทั่วไป ที่สินค้ามีความ หลากหลาย ร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมันจะมีสินค้าในกลุ่มของว่างและของทานเล่นเป็นส่วนใหญ่

ร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมันเรียกว่า จีสโตร์ แต่เดิมจะเป็นร้านขนาดเล็ก มีสินค้าจำหน่ายไม่มากและขาดความเป็นเอกลักษณ์ แต่ละปั๊มจึงมีการพัฒนาให้เป็นรูปแบบเดียว กันมากขึ้นและมีสินค้าจำหน่ายที่หลากหลายกว่าเดิม ปั๊มน้ำมันเจ็ท ดำเนินการภายใต้ชื่อ จิฟฟี่, ปั๊มน้ำมันเชลล์ ดำเนินการภายใต้ชื่อ ซีเล็ค, ปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์

ดำเนินการภายใต้ ชื่อ สตาร์มาร์ท, ปั๊มน้ำมันบางจาก ดำเนินการภายใต้ชื่อ เลมอนกรีน และปั๊มน้ำมันปตท. จะเป็นพันธ มิตรมาเปิดดำเนินการ คือ เซเว่น อีเลฟเว่น โดยส่วนใหญ่การดำเนิน การร้านสะดวกซื้อนั้น ผู้รับสัมป ทานดำเนินการปั๊มน้ำมันจะดำเนิน การเอง 3.ร้านจำหน่ายอาหาร แต่เดิมร้านจำหน่ายอาหารในปั๊มน้ำมันจะเป็นลักษณะของพื้นที่เช่า ให้ขายข้าวแกง อร่อยบ้าง ไม่อร่อย บ้าง แล้วแต่ฝีมือของแม่ครัวแต่ ละร้าน บางปั๊มจำหน่ายอาหารไม่หมดก็จะนำมาอุ่นแล้วจำหน่ายซ้ำอีกในวันต่อไป ทำให้ผู้ใช้รถบางราย เจออาหารที่ไม่สดใหม่ เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีในการทานอาหารในปั๊มน้ำมัน แต่สำหรับปัจจุบันแล้ว ปั๊มน้ำมันได้มีการหาพันธมิตรที่มีความชำนาญมาดำเนินการ เช่น ปั๊มน้ำมันเจ็ท

จากองค์ประกอบดังกล่าวแล้วปัจจุบันการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจน้ำมันทำให้บริการด้านอื่นๆ มีการเพิ่มรูปแบบใหม่ๆ มีการนำกลยุทธ์การสร้างความแตก ต่าง (Differentiation) โดยเฉพาะ ความแตกต่างของบริการด้านอื่น มาใช้มากยิ่งขึ้น ปตท.ได้พันธมิตรที่ดี ที่มีความต้องการแนวทางเดียวกันในการดำเนินกลยุทธ์ความ แตกต่างนี้ อย่างธนาคารกรุงศรี อยุธยา เปิดให้บริการในปั๊มน้ำมันเป็นแบบ Drive-Thru Banking ปั๊มน้ำมันในปัจจุบัน จึงเปลี่ยนโฉมไปจากเดิมมาก มีความทันสมัยและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เราในฐานะของ ผู้บริโภค คงต้องรอดูกันต่อไปว่า ปั๊มน้ำมันรายอื่นๆ จะปรับตัวกัน อย่างไร เพื่อตอบสนองความต้อง การที่เปลี่ยนไปนี้

ราคาน้ำมันแพงส่งผลต่อธุรกิจขนส่ง

เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ ต้องแบกรับภาระด้านต้นทุน ในด้านการขนส่งสินค้าที่สูงขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์จะต้องมีการวางแผนกำหนดกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง และลดต้นทุนในการขนส่ง อาทิเช่น

1. กลยุทธ์การใช้พลังงานทางเลือก โดยปรับเปลี่ยนพลังงานที่ใช้ในการขนส่งจากน้ำมันดีเซลหรือเบนซิน เป็นไบโอดีเซลหรือก๊าซ CNG ซึ่งการใช้ก๊าซ CNG จะประหยัดกว่าการใช้น้ำมันประมาณ 60-70% แต่ในการตัดสินใจติดตั้งระบบ NGV ผู้ประกอบการควรมีการตัดสินใจที่ละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากการติดตั้งระบบ NGV ใช้งบประมาณที่ค่อนข้างสูง ในการติดตั้งผู้ประกอบการควรพิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ พิจารณาประเภทของเครื่องยนต์ พิจารณาสถานีบริการ NGV และเส้นทางในการขนส่ง สุดท้ายคือ การพิจารณาผลตอบแทนการลงทุน ซึ่งการพิจารณาถึงองค์ประกอบเหล่านี้ จะทำให้ผู้ประกอบการเห็นถึงความเป็นไปได้ของการติดตั้งในด้านผลตอบแทนการลงทุน รวมถึงการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

2. กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งแบบใหม่ หรือการใช้วิธีการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal transportation) ซึ่งเป็นวิธีการขนส่งที่ผสมผสานระหว่างการขนส่งตั้งแต่ 2 รูปแบบขึ้นไป ภายใต้สัญญาหรือผู้รับผิดชอบการขนส่งรายเดียว ซึ่งโครงสร้างของระบบขนส่ง สามารถแบ่งตามลักษณะทางกายภาพได้ 5 แบบ คือ

1. การขนส่งทางถนน เป็นรูปแบบการขนส่งที่นิยมใช้มากที่สุด สำหรับการขนส่งภายในประเทศ
2. การขนส่งทางราง มีข้อจำกัดในด้านสถานที่ตั้ง และสถานีบริการ ต้นทุนการขนส่งต่ำ และสามารถบรรทุกสินค้า ได้ครั้งละมากๆ
3. การขนส่งทางน้ำ สามารถขนส่งได้ครั้งละมากๆ มีต้นทุนในการขนส่งต่ำที่สุด และเป็นการขนส่งหลักของการขนส่งระหว่างประเทศ
4. การขนส่งทางอากาศ ใช้สำหรับการขนส่งระยะทางไกลๆ และต้องการความเร็วสูง มีต้นทุนการขนส่งสูงที่สุด และใช้กับสินค้าที่มีราคาแพง มีน้ำหนักและปริมาตรน้อย
5. การขนส่งทางท่อ ต้องมีการกำหนดตำแหน่งที่ตั้งสถานที่รับและส่งสินค้าที่แน่นอน

ปัจจุบันประเทศไทยใช้วิธีการขนส่งทางถนนมากกว่าร้อยละ 80 ของปริมาณการขนส่งสินค้าโดยรวมของประเทศ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานระบบการขนส่งในประเทศ ได้เอื้ออำนวยให้สามารถขนส่งถึงที่หมายปลายทางได้ (Door-to-door) ในขณะที่การขนส่งทางรางยังคงมีข้อจำกัดอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการผสมผสานรูปแบบการขนส่งเพื่อให้สามารถทันกับการตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยคำนึงถึงต้นทุนการขนส่งให้ประหยัดที่สุด นอกจากนี้การขนส่งทางรางยังสามารถใช้ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ได้จึงเหมาะกับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ซึ่งการขนส่งสินค้า ระยะไกลจะใช้การขนส่งโดยรถไฟ และใช้การขนส่งโดยรถยนต์เพื่อส่งสินค้าระหว่างจุดต้นทางสินค้า กับสถานีต้นทางและระหว่างสถานีปลายทางกับจุดปลายทางสินค้า ส่วนระยะใกล้จะใช้การขนส่งทางถนน

ปัญหาราคาน้ำมันที่ต้องได้รับการแก้ไข

logiciel-prodell.com

ในแต่ละวันประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันได้กว่าประเทศอื่นๆเกือบ 2 เท่าตัว

เช่น บรูไน และน้ำมันสำเร็จรูปยังเป็นสินค้าส่งออกอันดับที่ 5 ของไทย ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกมากกว่าข้าวเกือบ 2 เท่าตัว แต่ด้วยปัญหาการนำเข้าส่งออกที่ไม่ชอบมาพากลของบ้านเรา ทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าน้ำมันในราคาสูงมากกว่าที่ควรจะเป็น ในขณะที่บริษัทน้ำมันบางรายกับร่ำรวยขึ้น

ยังคงเป็นคำถามที่ค้างคาใจ ว่าทำไมราคาที่ส่งออกน้ำมันไปขายยังต่างประเทศ จึงถูกกว่าน้ำมันที่โรงกลั่นน้ำมันขายในประเทศ หลายๆคนคงทราบกันดีว่าเพราะเหตุใด แต่อย่างไรก็ตามคงต้องย้อนกลับไปตั้งแต่การเริ่มต้นส่งเสริมให้มีการลงทุนสร้างโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยก่อน จากในอดีตก่อนที่รัฐบาลจะเปิดให้มีการลงทุนสร้างโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย เราต้องนำเข้าน้ำมันทุกชนิดจากประเทศสิงคโปร์

ต่อมาเมื่อมีนโยบายสร้างโรงกลั่นขึ้นมาเพื่อทดแทนการนำเข้า ก็ได้มีการกำหนดให้ตั้งราคาที่อิงกับน้ำมันในตลาดสิงโปร์ ซึ่งเป็นตลาดขายน้ำมันที่เป็นสากล และได้รับการยอมรับ ซึ่งโรงกลั่นน้ำมันที่สร้างขึ้นในระยะแรกๆ ไม่ได้เป็นการลงทุนของผู้ประกอบการเพียงรายใดรายหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการลงทุนของนักธุรกิจหลายรายที่มาลงุทนร่วมกัน เมื่อกลั่นน้ำมันได้เท่าไร ผู้ที่ถือหุ้นก็จะนำน้ำมันไปขายตามจำนวนหุ้นของแต่ละบริษัท ซึ่งราคาเหล่านี้ก็จะมีการปรับขึ้นลงตามราคาตลาดโลกด้วย

อย่างไรก็ตามการส่งออกน้ำมันไปขายยังต่างประเทศนั้นไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการสร้างโรงกลั่นในไทย เพราะเราสร้างโรงกลั่นเพื่อนำมาทดแทนการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อการส่งออกเหมือนโรงกลั่นอย่างในประเทศสิงคโปร์ ดังนั้นทางด้านการส่งออกตลาดสิงคโปร์ย่อมได้เปรียบเราในทุกด้านอยู่แล้ว และเป็นผู้ที่ครอบครองตลาดด้วย

ในขณะที่ความต้องการน้ำมันของไทยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเราก็ต้องกลับไปนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเหมือนในอดีต ซึ่งเป็นผลเสียต่อประเทศชาติ แต่ถ้าหากทางรัฐบาลหยุดแสวงหาผลกำไรโดยไม่สนใจถึงความเดือดร้อนของประเทศ และจำหน่ายน้ำมันให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด คนไทยก็จะไม่จำเป็นต้องจ่ายให้กับราคาน้ำมันที่แพงเกินจริงจากต่างประเทศอีกต่อไป

ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ ทางเลือกใหม่ ของเกษตกรที่น่าจับตามอง

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่น่าจับตามอง นอกจากจะเป็นพืชน้ำมันที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจน้ำมันพืชเพื่อการบริโภค และเป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกหลายอุตสาหกรรม เช่น สบู่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมข้นหวาน เนยเทียม ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น อนาคต ปาล์มน้ำมันยังจะมีบทบาทสำคัญใช้ผลิตไบโอดีเซล ซึ่งคาดว่าจะเป็นพลังงานทดแทนน้ำมันอนาคต ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรฯ ร่วมมือกับจังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันที่สำคัญ

การกำหนดแผนยุทธศาสตร์จังหวัดที่จะส่งเสริมเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีมากขึ้น เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพ และเพียงพอกับการผลิตไบโอดีเซล โดยส่งเสริมปลูกปาล์มพันธุ์ดีแทนที่สวนยางเก่า และต้นปาล์มอายุมาก รวมทั้งที่นารกร้าง ยังจะเน้นส่งเสริมใช้เทคโนโลยีผลิต และเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิตปาล์มน้ำมันให้สูงขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวความต้องการ ผลผลิตปาล์มน้ำมันใช้เป็นพลังงานทดแทนอนาคต

การผลิตปาล์มน้ำมันในตลาดโลก
ปัจจุบัน ประเทศปลูกปาล์มน้ำมัน 42 ประเทศทั่วโลก ซึ่งต่างจากพืชน้ำมันประเภทอื่นๆที่ปลูกกันกว้างขวางทั่วโลก เนื่องจากพื้นที่ปลูกเหมาะสมปลูกปาล์มน้ำมัน จะอยู่ระหว่างเส้นรุ้ง 10 องศาเหนือ-ใต้เส้นศูนย์สูตร หรืออย่างสูงไม่เกิน 20 องศาเหนือ-ใต้เส้นศูนย์สูตร การผลิตปาล์มน้ำมันขยายตัวอย่างรวดเร็วช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบัน แหล่งผลิตปาล์มน้ำมันหลักของโลก คือมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งมีพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิต 21.1 ล้านไร่และ 15 ล้านไร่ตามลำดับ คิดเป็น 31.3% และ 22.2% ของพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมันรวมของโลก

ส่วนประเทศไทย ยังมีปริมาณการผลิตน้อยมาก พื้นที่เก็บเกี่ยวประมาณ 1.4 ล้านไร่ หรือ 0.02% ของพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตของโลก อย่างไรก็ตาม ประเด็นน่าสนใจ คือการเพิ่มผลผลิตทะลายปาล์มน้ำมันของไทยเฉลี่ยต่อไร่ช่วงปี 2530-2545 เพิ่มสูงกว่าประเทศผู้ผลิตปาล์มน้ำมันรายอื่นๆ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ผลผลิตเฉลี่ยต่อพื้นที่ของไทย น่าจะมีโอกาสสูงขึ้นอีก จนใกล้เคียงมาเลเซียช่วง 3-6 ปีข้างหน้า กลุ่มพืชให้น้ำมันที่สำคัญในตลาดโลก มี 4 พืช คือ ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง เรปซีดและทานตะวัน เมื่อเทียบราคาต้นทุนผลิต ปาล์มน้ำมันต้นทุนผลิตต่ำ เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้น มีโอกาสเสี่ยงต่อผลกระทบภัยธรรมชาติน้อย เมื่อเทียบพืชอายุสั้นอื่นๆ ลงทุนเพียงครั้งเดียว เก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานประมาณ 20 ปี นอกจากนี้ การที่ประชากรเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มสูงขึ้นตาม

ปาล์มน้ำมันต้นทุนผลิตต่ำผลผลิตต่อพื้นที่สูง ราคาซื้อขายในตลาดไม่สูง เสี่ยงต่อการเสียหายจากภัยธรรมชาติน้อย สามารถผลิตปริมาณมาก เพื่อรองรับความต้องการการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกได้ พื้นที่ปลูกได้ในโลกนี้มีจำกัด ไทยอยู่จุดได้เปรียบ ปลูกได้ดี ประกอบกับน้ำมันปาล์ม ประกอบด้วย กรดไขมันหลายชนิด อุดมด้วยวิตามินอี และวิตามินเอ องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ สามารถสกัด และใช้ประโยชน์เป็นสารตั้งต้นอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง อุตสาหกรรมใช้โอเลฟินเป็นวัตถุดิบ และอื่นๆ ซึ่งเพิ่มมูลค่าได้อีกหลากหลาย

ปาล์มน้ำมัน จัดเป็นพืชน้ำมันอนาคตสดใส และแนวโน้มขยายตัวความต้องการอุตสาหกรรมต่อเนื่องโดดเด่น เทียบกับพืชน้ำมันอื่นๆ เนื่องจากการขยายตัวอุตสาหกรรมที่ต้องการปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบ ทั้งน้ำมันพืชเพื่อการบริโภค และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ วางยุทธศาสตร์ขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อเป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซล เป็นการขยายอุตสาหกรรมรองรับปาล์มน้ำมัน ใช้เป็นแหล่งพลังงานทดแทน

ราคาน้ำมันกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ

ราคาน้ำมัน เป็นตัวแปรหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อวิถีการดำรงชีวิตของผู้คน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังเห็นได้จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่ประเทศไทยและประเทศต่างๆ ในโลกกำลังเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น ราคาวัตถุดิบ และค่าขนส่งที่สูงขึ้น และนำไปสู่การปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคหรือปัญหาเงินเฟ้อในท้ายสุด

สำหรับสาเหตุที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดขึ้นจากความต้องการใช้น้ำมัน (Demand) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันสืบเนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันต่อวันมากกว่าปริมาณน้ำมันที่สามารถผลิตน้ำมันได้ต่อวัน จึงทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามประเทศผู้ผลิตน้ำมันอาจจะเร่งการผลิตน้ำมันให้มากกว่าความต้องการใช้ เนื่องจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะมีความระมัดระวังมิให้น้ำมันราคาสูงเกินกว่าที่ผู้บริโภคจะรับได้ เพราะมีประสบการณ์ว่า เมื่อเศรษฐกิจโลกถดถอยลงอย่างรุนแรง จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลง ประกอบกับประเทศผู้บริโภคน้ำมันที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก และมีการลงทุนในการหาแหล่งพลังงานอื่น โดยเชื่อว่ากลไกตลาดกำลังทำงานให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน การแสวงหาพลังงานทดแทน รวมทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวมก็อาจเปลี่ยนไป โดยลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมหนักมาเป็นเน้นธุรกิจด้านบริการที่ใช้เทคโนโลยี และพึ่งพาพลังงานน้อยลง จึงอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก

แนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบธุรกิจน้ำมันปาล์มการเพื่อรองรับผลกระทบจาก AEC

Image.aspxผู้ประกอบการในธุรกิจน้ำมันปาล์มจำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันปาล์ม ของไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ในระดับเกษตรกรผู้ปลูก โรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ โดยเน้นการลดต้นทุน และเพิ่มปริมาณผลผลิตที่ได้จากการผลิต เพื่อให้ราคาจำหน่ายสามารถแข่งขันได้กับน้ำมันปาล์มน้ำเข้า ดังนี้

– เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงการเพาะปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูง เช่น การเลือกพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสมทั้งทาง ด้านภูมิประเทศ (ใกล้แหล่งน้ำ สภาพดินร่วนปนดินเหนียว) และสภาพภูมิอากาศ (อากาศชุ่มชื้น มีฝนตกชุก มีช่วงฤดูแล้งสั้น มีอุณหภูมิประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส) รวมถึงการคัดเลือกพันธุ์ ในการเพาะปลูกที่มีอัตราการให้น้ำมันสูง การศึกษาระยะเวลาในการใส่ปุ๋ยและประเภทของปุ๋ยที่ใส่ในแต่ละช่วงอายุของต้นปาล์ม การตัดแต่งทางใบ ตลอดจน การวางแผนเพาะปลูกปาล์มน้ำมันทดแทนต้นเก่าที่มีอายุมากซึ่งจะให้ปริมาณผลผลิตลดลง

– โรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ ควรเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพในการรวบรวมวัตถุดิบ (ผลปาล์มน้ำมัน) และการสกัดน้ำมันปาล์มเพื่อให้อัตราการให้น้ำมัน เพิ่มขึ้น โดยอาจพัฒนาการสกัดน้ำมันแยกระหว่างเนื้อในปาล์มและเนื้อปาล์ม สำหรับโรงสกัดที่มีขนาดใหญ่อาจหาแนวทางในการลดต้นทุนการผลิต โดยการนำของเศษปาล์มที่เหลือ จากกระบวนการสกัด (by product) เช่น กะลาปาล์ม ทะลายปาล์ม เส้นใยปาล์ม ไปผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในโรงงาน อีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุนในการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ของปาล์มอีกด้วย

– โรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ นอกจากที่ผู้ประกอบการควรจะเพิ่มประสิทธิภาพในการกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์แล้ว ควรเน้นการบริหารจัดด้านการขนส่งสินค้า (น้ำมันปาล์ม) ไปยังคลังสินค้าของผู้ค้าปลีกรายใหญ่และโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมันปาล์มในการผลิต เพื่อลดต้นทุนในการขนส่ง ซึ่งปัจจุบันนับว่ามีต้นทุนในส่วนนี้สูงถึงประมาณ ร้อยละ 20

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องทั้งโรงกลั่น โรงสกัด รวมถึงสมาคมและสหกรณ์การเกษตรในระดับท้องถิ่นต่างๆ ควรติดตามสถานการณ์การผลิต การจำหน่ายและราคา และความต้องการน้ำมันปาล์มในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการผลิต การตั้งราคา และการกระจายสินค้าไปสู่ตลาด รวมถึงการศึกษา และทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการที่สามารถช่วยบรรเทา/ลดผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรีการค้าสินค้าเกษตร คือ มาตรการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure: SG) ตามข้อผูกพันไว้กับ WTO ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศผู้นำเข้า (ที่ได้รับผลกระทบ) สามารถใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ได้รับความเสียหาย หรือมีแนวโน้มที่จะได้ รับความเสียหายจากการนำเข้าที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าปกติ

โดยสรุป ปัจจุบัน น้ำมันปาล์มเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ไทยยังคงใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ โดยระบุให้การนำเข้าน้ำมันปาล์มจะต้องมีการขออนุญาตนำเข้า (Import License) ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ โดยในการที่ไทยจะก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หนึ่งในข้อผูกพัน จะต้องลด/ขจัดมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีที่ใช้ในประเทศ ซึ่งหากไทยจำเป็นต้องยกเลิกมาตรการขออนุญาตนำเข้า จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะทางด้านของผู้ผลิต ได้แก่ เกษตรกร โรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ เนื่องจากการผลิตน้ำมันปาล์มของไทยในปัจจุบัน ยังมีจุดอ่อนทางด้านต้นทุนการผลิต ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มในประเทศสูง กว่าประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ อย่างเช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งอาจส่งผลให้น้ำมันปาล์มจากประเทศดังกล่าวเข้ามาแข่งขันกับน้ำมันปาล์มในประเทศมากขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภคจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการแข่งขันของผู้ผลิต ที่จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์ม รวมถึงสินค้าที่ใช้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบราคามีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตาม การเตรียมรับมือกับการก้าวเข้าสู่การเป็น AEC ในอนาคตเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับกลุ่มผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ เกษตรกรและผู้ประกอบการควรเร่งแนวทางเพื่อลดต้นทุนการผลิต ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้น้ำมันปาล์มไทยสามารถแข่งขันได้ในอาเซียน

ความสำเร็จของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม เกิดจากรูปแบบการเกษตรที่เน้นสร้างผลิตผลสูง


ประเทศมาเลเซียมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันราวร้อยละ 1.7 เมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกพืชเมล็ดน้ำมัน ทั่วโลกกว่า 254 ล้านเฮกเตอร์ทั่วโลก (หรือราว 1,590 ล้านไร่) แต่สามารถสร้างผลผลิตได้ราวร้อยละ 14 ของผลผลิตน้ำมันจากพืชทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศมาเลเซียในการพัฒนาการเกษตรให้ได้ผลิตผลต่อไร่สูง นอกจากนี้ มาเลเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ลำดับที่ 2 ของโลก ยังมีสองบริษัทยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในธุรกิจปาล์มน้ำมัน ได้แก่ Sime Darby และ FELDA ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านปาล์มที่ใหญ่ที่สุดสองรายแรกของโลกด้วย

ความน่าสนใจ คือการสร้างแหล่งปลูกปาล์มโดยที่เกษตรกรมีส่วนร่วมอย่างมาก เป็นของรัฐบาล และแรกเริ่มจัดตั้งในช่วงทศวรรษ 1960 โดยมีรูปแบบการดำเนินงานเป็นการจัดสรรเนื้อที่ทำกินให้แก่เกษตรกรที่มีรายได้น้อยและอาศัยอยู่ในชนบท จะได้มีเนื้อที่ปลูกปาล์มน้ำมัน หรือพืชยางพารา (ใช้เนื้อที่ราวร้อยละ 80 สำหรับปลูกปาล์มน้ำมัน และร้อยละ 10 สำหรับปลูกพืชยางพารา) โดยเกษตรกรราว 400 – 450 ครอบครัว จะได้รับการจัดสรรให้อยู่ในแหล่งทำกินหนึ่งๆ (estate) โดยแต่ละครอบครัว จะได้รับเนื้อที่ราว 25 – 35 ไร่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูก และได้รับเนื้อที่ราว 1.5 ไร่เพื่อใช้อยู่อาศัย ซึ่งบ้านได้ถูกสร้างไว้แล้ว โดยชุมชนที่อยู่อาศัย ได้มีการจัดวางระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ระบบชลประทาน รวมถึงโรงเรียนและโรงพยาบาลไว้พร้อม ส่วนการดำเนินงานของชุมชนนั้น อยู่ในรูปแบบของสหกรณ์ที่มีเกษตรกรมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ และเกษตรกรสามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่ง โดยต้นทุนในการพัฒนาที่ดินและแปลงการเกษตรราวกึ่งหนึ่ง จะถูกจัดเก็บจากเกษตรกรเป็นระยะเวลา 15 ปีนับตั้งแต่จัดตั้ง

สนับสนุนให้เกษตรกรทำการเพาะปลูก และรับซื้อผลผลิตทั้งหมดไปแปรรูปในโรงงาน เพื่อสกัดทำน้ำมันปาล์ม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มอื่นๆ ด้วย โดยการรับซื้อผลผลิตดังกล่าวสร้างกระแสรายได้ที่ต่อเนื่องให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ยังให้การสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อช่วยเกษตรกรในการเพิ่มคุณภาพของผลผลิต และมีการใช้เครื่องมือทางการเกษตรต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิต โดยเครื่องมือต่างๆ สามารถหาซื้อและใช้ร่วมกันในแหล่งทำกินได้ เนื่องจากแปลงเพาะปลูกมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะลงทุนในการซื้อเครื่องมือทางการเกษตรต่างๆ ทำให้แปลงเพาะปลูก สามารถสร้างผลิตผลปาล์มต่อไร่ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงได้

การจัดรูปแบบการทำการเกษตรมีความแตกต่างจากการเกษตรในประเทศไทย ซึ่งเกษตรกรอาจไม่ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่พอ เพื่อลงทุนด้านเครื่องจักรกล และพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเกษตรร่วมกัน ทำให้ผลิตผลปาล์มน้ำมันเฉลี่ย อยู่ในระดับที่สูงกว่าประเทศไทยราว 11% ในปี 2011 โดยผลผลิตไทยอยู่ที่ 2,876 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่ สามารถสร้างผลผลิตได้ที่ 3,184 กิโลกรัมต่อไร่

การป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจน้ำมันให้เติบโต

การป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจน้ำมันให้เติบโต

ธุรกิจน้ำมันเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงครับ เสี่ยงมากกว่าธุรกิจทั่วๆไปคือ ไม่สามารถควบคุมต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตได้เลย วัตถุดิบในที่นี้คือน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยากที่จะคาดเดาได้ และนับวันมีแต่จะผันผวนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก่อนนี้ราคาน้ำมันดิบขึ้นลงกันเป็นเซ็นต์ ถ้าวันไหนราคาขึ้นมา 1-2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ถือว่าขึ้นมามากแล้ว แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบขึ้นลงกันวันละ 2-3 ดอลลาร์สหรัฐฯ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ บางวันขึ้นลงกัน 5-10 ดอลลาร์ก็มี เวลาที่โรงกลั่นสั่งน้ำมันดิบเข้ามากลั่น วันที่สั่งราคาหนึ่ง แต่วันที่น้ำมันดิบบรรทุก (Load) ลงเรือกลับเป็นอีกราคาหนึ่ง ซึ่งโรงกลั่นน้ำมันก็ต้องยอมรับในราคาที่โหลดลงเรือ จะโต้แย้งว่าตอนสั่งซื้อราคาถูกกว่านี้ก็โต้แย้งไม่ได้ เพราะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในวงการน้ำมัน เขาจะถือเอาราคาของวันที่โหลดน้ำมันเป็นหลัก เพราะไม่มี supplier รายไหนกล้า guarantee ว่าจะขายในราคาที่คุณสั่งซื้อ ต่างยึดถือวันที่น้ำมันบรรทุกลงเรือกันทั้งสิ้น ไม่สามารถกำหนดราคาขายได้เองเหมือนธุรกิจอื่นๆ ราคาขายน้ำมันหลังจากกลั่นออกมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ใช้ราคาอ้างอิงตลาดกลางที่ใหญ่ที่สุดและอยู่ใกล้ที่สุด อย่างเช่นประเทศไทยก็อ้างอิงราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่สิงคโปร์ ซึ่งมีคนอยากจะเปลี่ยนกันนักหนา หาว่าทำให้โรงกลั่นมีค่าการกลั่นสูงจนเกินไปและมีกำไรมากเกินไป แต่หารู้ไม่ว่านั่นแหละคือความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจน้ำมัน เพราะโรงกลั่นทุกโรงต้องสั่งน้ำมันดิบล่วงหน้าเป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งขณะสั่งน้ำมันก็เป็นราคาหนึ่ง วันที่น้ำมันดิบลงเรือก็เป็นอีกราคาหนึ่ง และวันที่กลั่นเสร็จเป็นน้ำมันสำเร็จรูปพร้อมขายก็เป็นอีกราคาหนึ่ง

ฉะนั้นโรงกลั่นไม่มีทางรู้ล่วงหน้าหรือคาดเดาสถานการณ์ในอีก 2 เดือนข้างหน้าได้เลยว่าน้ำมันเมื่อกลั่นเสร็จแล้วจะขายได้ในราคาเท่าไร ถ้าราคาปรับสูงขึ้นก็ดีไป แต่ถ้าราคาปรับลดลงก็ต้องยอมรับการขาดทุนไป โดยเฉพาะถ้าราคาผันผวนมาก ขึ้น/ลงเป็นสิบๆดอลลาร์อย่างปัจจุบัน ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นธุรกิจน้ำมันจึงเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง และต้องมีการบริหารความเสี่ยง เป็นอย่างดี จึงจะสามารถประคองตัวผ่านวิกฤติราคาน้ำมันแพง ซึ่งถือเป็นวิกฤติน้ำมันครั้งที่ 3 ของโลกไปได้ ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงการแทรกแซงจากภาครัฐ และแรงกดดันทางสังคม ในกรณีที่ราคาน้ำมันขึ้นเอาๆอยู่ในขณะนี้ ทำให้ธุรกิจน้ำมันทั่วโลกอยู่ในภาวะเดียวกัน คือถูกสังคมตั้งข้อสงสัยว่าธุรกิจน้ำมันมีกำไรมากเกินไปหรือเปล่า หรือฉกฉวยผลประโยชน์จากการที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดทุกวันอย่างในปัจจุบันหรือเปล่า

รุกธุรกิจงานวิศวกรรมและก่อสร้างอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ความชำนาญทางด้านวิศวกรรมและก่อสร้างอุปกรณ์การผลิตในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลาง ซึ่งดำเนินธุรกิจ โดยมีเทคโนโลยีความสามารถในการออกแบบและโครงสร้างที่สมบูรณ์โดยแผนการดำเนินธุรกิจจะหันไปเน้นงานด้านวิศวกรรมในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้เป็นธุรกิจหลัก ซึ่งตั้งเป้าหมายรับงานในแถบตะวันออกกลางตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ดำเนินธุรกิจกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลก ทำให้บริษัทฯสามารถรับงานวิศวกรรมและก่อสร้างอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ๆได้ดีกว่าที่ผ่านมา

151932
ธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีความเติบโตสูงเนื่องมาจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจงานวิศวกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมผลิตแท่นขุดเจาะมีแนวโน้มการเติบโตสูง มีผลให้ธุรกิจพลังงานมีทิศทางที่ดีต่อการ ลงทุน ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการขยายขอบข่ายธุรกิจครั้งสำคัญ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งได้มากยิ่งขึ้นในตลาดระดับประเทศ และตลาดโลก ด้วยประวัติอันยาวนานและจุดแข็ง ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทำให้เราสามารถให้บริการได้เต็มรูปแบบ โดยรวมเอาความแข็งแกร่งในทุกๆ ด้านมาให้บริการในตลาดในประเทศไทยและที่ประเทศอื่นๆได้ไปลงทุน สำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจที่เข้มแข็งอีกหลายแห่งในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียแปซิฟิค ในแถบประเทศตะวันออกไกลนั้น กลุ่มจีพีเอสมีโรงงานผลิตประกอบอยู่ในประเทศสิงคโปร์และเมืองบาตัม ประเทศอินโดนีเซีย และมีสำนักงานธุรกิจวิศวกรรมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นอกเหนือจากโรงงานผลิตต่างๆ ในระยองทางด้านตะวันออกแล้ว ก็ยังมีอีกแห่งที่สงขลาทางภาคใต้ของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังถือว่ากลุ่มบริษัทได้เพิ่มจำนวนวิศวกรคุณภาพและเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคให้มาทำงานเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคนี้ แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติโลกอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 10 ปีเพราะประเทศแถบแคสเบี้ยนและแอฟริกาตะวันตกอยู่ในช่วงเริ่มพัฒนาแหล่งทรัพยากร นอกจากนั้นยังมีทรัพยากรอื่นๆที่ปัจจุบันกลับมามีศักยภาพด้านเศรษฐกิจ ทำให้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีคุณค่าราคาและความเป็นไปได้ในการพัฒนา ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจงานวิศวกรรมที่เกี่ยวเนื่องมีแนวโน้มเติบโตสูงตาม