ธุรกิจ

ปัจจุบันน้ำมันแทบจะเรียกได้ว่าสำคัญที่สุดในโลกปัจจุบัน

ปัจจุบันน้ำมันแทบจะเรียกได้ว่าสำคัญที่สุดในโลกปัจจุบัน
การขึ้น-ลงของราคาน้ํามันของโลกจึงเป็นปัจจัยสำคัญส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ํามันในประเทศ และส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศในที่สุด ดังนั้นหากผู้ประกอบธุรกิจทราบทิศทางราคา น้ํามันในอนาคตก็จะสามารถเตรียมรับมือในการดําเนินงานหรือสามารถเตรียมแผนการดําเนนการทางธุรกิจในอนาคตได้อย่างเหมาะสม ด้านหน่วยงานภาครัฐกจะสามารถวางนโยบาย/มาตรการเพื่อเตรียมรับมือ และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าได้อย่างทันทวงที

ปัจจุบันน้ำมันเป็นทรัพยากรที่แทบจะเรียกได้ว่าสำคัญที่สุดในโลกปัจจุบัน ยิ่งโลกอุตสาหกรรมพัฒนามากขึ้นเท่าไรความต้องการบริโภคน้ำมันย่อมเพิ่มสูงตาม แต่ในทางกลับกันทรัพยากรดังกล่าวกลับมีอยู่อย่างจำกัด และอยู่ในมือของประเทศเพียงไม่กี่ประเทศ  การรวมกลุ่มของประเทศผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรน้ำมันอย่างโอเปค แสดงให้เห็นความพยายามที่จะต่อสู้กับโลกตะวันตกที่คิดแต่จะขูดรีดทรัพยากรแต่เพียงฝ่ายเดียว จากประเทศในโลกที่สามหรือเหล่าประเทศอาณานิคม  ดังนั้น การใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ หลายต่อหลายครั้งจึงนำมาซึ่งวิกฤตการณ์ทางด้านพลังงาน เพราะทุกวันนี้เรายังไม่สามารถหาพลังงานทดแทนเพื่อเป็นทางเลือกได้  อดีตที่ผ่านมาทำให้โลกอุตสาหกรรมรับรู้ถึงความขมขื่นทางเศรษฐกิจ ในแง่ที่ตัวเองต้องโดนขูดรีดและถูกเอารัดเอาเปรียบบ้าง       แต่ผลกระทบของราคาน้ำมันแพงกลับมิได้จำกัดอยู่แค่ประเทศอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว หากแต่ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายที่ยังต้องพึ่งพานำเข้าน้ำมัน ย่อมโดนลูกหลงไปด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจทุนนิยมภายใต้ยุคโลกาภิวัตน์ได้เป็นอย่างดี

ผลกระทบที่มีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ผลกระทบนี้เป็นผลกระทบที่รัฐบาลต้องคำนึงถึงมากที่สุดเนื่องจากเป้าหมายการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เป็นเป้าหมายหลักของภาครัฐที่เข้ามาจัดการดูแลระบบเศรษฐกิจโดยรวม แต่เมื่อราคาน้ำมันที่แพงขึ้นย่อมทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจไม่มั่นคงตามไปด้วย ดังจะเห็นได้จากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงย่อมไปกดดันภาวะเงินเฟ้อ เมื่อภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อระดับรายได้ที่แท้จริงของประชาชนในชาติลดลงอีกทางหนึ่งด้วย

แอลกอฮอล์สามารถเป็นพลังงานทดแทนน้ำมันได้

ราคาน้ำมันที่พุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ จึงได้มีการนำแอลกอฮอล์มาดัดแปลงเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับขับขี่รถยนต์ ซึ่งช่วยในการทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง และแก้ปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่แพงขึ่น

มนุษย์มีการใช้พลังงานต่าง ๆ เพื่อการดำรงชีวิตมาตั้งแต่สมัยโบราณ เช่นมีการใช้ไฟที่เกิดจากการเสียดสีของไม้หรือหิน เป็นพลังงานให้ความอบอุ่น แสงสว่าง และหุงต้มอาหาร แต่พลังงานเหล่านี้เป็นพลังงานที่หาได้ง่ายตามธรรมชาติ ไม่มีวันหมดสิ้นไปจากโลก คือได้จากแสงแดด ลม น้ำ และได้จากการออกแรงของสัตว์และมนุษย์

เมื่อโลกเรามีความเจริญมากขึ้น มนุษย์สามารถนำเชื้อเพลิงต่าง ๆ เช่น น้ำมัน ถ่านหิน และน้ำ มาเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ แต่พลังงานเหล่านี้เป็นพลังงานที่มีวันหมดสิ้นลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อเพลิงที่เป็นน้ำมัน

พลังงานทดแทนด้วย แอลกอฮอล์ เป็นแอลกอฮอล์ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เพราะเป็นส่วนผสมในสุราที่มนุษย์ใช้ดื่มได้ แต่ต้องผสมในปริมาณที่ไม่มากนัก มิฉะนั้นจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายได้ จากการศึกษาสมบัติของ
เอทานอล พบว่ามีเลขออกเทนสูง ไม่ทำให้เครื่องยนต์โขก ให้กำลังเครื่องยนต์พอๆ กับน้ำมันเบนซิน ไม่ต้องเติมสารประกอบของตะกั่ว ทำให้เกิดมลภาวะน้อยกว่า ไม่มีคาร์บอนมอนนอกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ออกมา เพราะเหตุนี้จึงดีกว่าน้ำมันมากทีเดียว

เราสามารถนำแอลกอฮอล์นี้ไปใช้แทนน้ำมันเชื้อเพลิงได้โดยตรง แต่ต้องมี การแก้ไขเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับการใช้เอทานอล มิฉะนั้นเครื่องยนต์จะมีปัญหาได้

ประเทศไทยมีโรงงานผลิตแอลกอฮอล์ชนิดไร้น้ำ โรงงานแรกของประเทศไทย มีกำลังการผลิตวันละ 1,500 ลิตร โดยใช้วัตถุดิบแป้งและน้ำตาลเป็นตัวผลิต โรงงานนี้ตั้งในบริเวณสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่มีวัตถุดิบประเภทที่จะใช้ผลิตแอลกอฮอล์อยู่จำนวนมาก และราคาก็ถูก เช่น อ้อย มันสำปะหลัง รวมทั้งมันประเภทต่าง ๆ วัตถุดิบนี้มีน้ำตาลหรือแป้งเป็นส่วนประกอบในปริมาณมาก ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรจะทำเรื่องนี้ให้จริงจังเสียที เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนและราคาแพง ซึ่งถ้าทำเป็นผลสำเร็จ จะทำให้ลดปริมาณการใช้น้ำมันเบนซินลงได้มากทีเดียว

สาระน่ารู้ เกี่ยวกับวิศวกรรมปิโตรเลียม

วิศวกรรมปิโตรเลียม คือ การผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากใต้พื้นพิภพ ตั้งแต่การขุดเจาะหลุมน้ำมัน หลุมก๊าซธรรมชาติ มีการผลิตขึ้นมาและมีการแยกก๊าซและน้ำมันออกจากกัน

สำหรับเทคโนโลยีเกี่ยวกับวิศวกรรมปิโตรเลียมในประเทศไทยเทคโนโลยีได้พัฒนามาถึงในจุดที่น่าจะทำ Enhance oil Recovery คือ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาผลิตน้ำมัน ทำให้สามารถผลิตได้ดีขึ้น ในด้านปัญหาโลกร้อนกับปิโตรเลียมตัวสารเองมีสารไฮโดรคาร์บอนที่เป็นตัวก๊าซเรือนกระจกอยู่แล้ว เช่น CO2 CH4 ถ้าหากต้องการลดการกล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้องไปลดทางด้านอื่น เช่น ใช้พลังงานทดแทน ทั้งนี้ปัญหาโลกร้อนไม่ได้กระทบงานปิโตรเลียมมากเท่าที่ควร เนื่องจากความต้องการเชื้อเพลิงที่มากขึ้น ทำให้การสำรวจและการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติก็มากขึ้นตาม ทำให้งานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียมก็เพิ่มขึ้น ปริมาณบุคลากรก็ต้องการเพิ่มขึ้น

สำหรับปิโตรเลียมแตกต่างจากปิโตรเคมีอย่างไร

– อุตสาหกรรมปิโตรเลียม เป็น อุตสาหกรรมต้นน้ำ upstream ที่เริ่มตั้งแต่กระบวนการเจาะสำรวจ พัฒนาแหล่งผลิตปิโตรเลียม และผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากแหล่งกักเก็บใต้ผิวดินสู่พื้นดิน หลังจากนั้นจะเป็นการส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปยังโรงกลั่นน้ำมันและโรงแยกก๊าซ วิศวกรเคมีและปิโตรเคมี จะแยกองค์ประกอบที่อยู่ในน้ำมัน ในก๊าซธรรมชาติออกมา เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่น นำไปใช้ในการผลิตโพลิเมอร์ นำไปใช้ในการผลิตพีวีซี สารประกอบต่างๆ ที่นำไปใช้ในงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งจะเรียก อุตสาหกรรมปิโตรเคมีว่า อุตสาหกรรมปลายน้ำ downstream โดยสรุป ในแง่ของการเรียนการสอน วิศวกรรมปิโตรเลียมจะเรียนเน้นไปทางวิชาฟิสิกส์ วิชาคณิตศาสตร์มากกว่า เรียนเกี่ยวกับเจาะหลุมปิโตรเลียม การผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

– วิศวกรรมปิโตรเคมี จะเรียนเน้นไปทางวิชาเคมีมากกว่าและเรียนเกี่ยวกับลักษณะของสารต่างๆ คุณสมบัติต่างๆ ว่าจะแยกสารออกมาได้อย่างไร และสารนั้นมีคุณสมบัติเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

จะเห็นได้ว่า ผู้ที่เรียนในด้านนี้จะสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาประเทศได้อย่างมาก เพราะประเทศไทยนำเข้าน้ำมันเป็นจำนวนมาก เพราะผู้เรียนสามารถช่วยในการเสาะหาแหล่งน้ำมัน และ หรือผลิตน้ำมันออกมาจากแหล่งกักเก็บให้มีประสิทธิภาพ ผลิตออกมาให้ได้มากที่สุด จะเป็นการประหยัดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังสามารถนำความรู้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีที่ก้าวไกล เพื่อนำไปผลิตน้ำมันทั้งในและต่างประเทศได้อีกด้วย

วิศวกรปิโตรเลียม กับอีกหนึ่งสายอาชีพที่น่าสนใจ

วิศวกรปิโตรเลียม คือ วิศวกรที่ทำงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียมต้นน้ำ โดยมีหน้าที่ในการสำรวจหาหรือออกแบบวิธีการที่จะผลิตน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งปิโตรเลียมที่สำรวจพบ เพื่อพิจารณาและพัฒนาหาวิธีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อให้สามารถผลิตปิโตรเลียมได้ในปริมาณที่คุ้มค่าที่สุดต่อเงินลงทุนไป

สำหรับวิศวกรปิโตรเลียม ประกอบไปด้วย

1.วิศวกรขุดเจาะ เป็นกกลุ่มคนที่ออกแบบและจัดทำกระบวนการดำเนินงานเพื่อให้การเจาะหลุมสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมเป็นไปโดยประหยัดคุ้มค่าที่สุด โดยวิศวกรการเจาะจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับบริษัทที่ทำการเจาะ รวมทั้งการจัดการทางด้านคนและเทคโนโลยี เนื่องจากการเจาะหลุมสำรวจนั้นบ่อยครั้งที่จะต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงถึงหลายร้อยล้านบาท ดังนั้นวิศวกรการเจาะจะต้องรับผิดชอบในการกำหนดวิธีการและควบคุมการทำงานให้สามารถลดค่าใช้จ่ายให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

2.วิศวกรการผลิต คือการจัดการให้หลุมที่เจาะไว้แต่ละหลุมสามารถทำการผลิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด รวมถึงการติดตามและวิเคราะห์ความสามารถในการผลิตของแต่ละหลุมด้วย ซึ่งมีหน้าที่ในการวางวิธีการในการที่จะนำปิโตรเลียมขึ้นมาจากหลุมและหาแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดมาใช้ในการพัฒนาแหล่ง นอกจากนี้วิศวกรการผลิตยังมีหน้าที่พิจารณาหาระบบอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ในการแยกน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำออกจากกันเมื่อนำขึ้นมาจากหลุมที่เจาะไว้แล้ว รวมทั้งเป็นผู้ที่จะต้องสำรวจหาเทคโนโลยีอื่น ๆ เพิ่มเติมที่จะนำมาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของหลุมนั้น ๆ

3.วิศวกรแหล่งกักเก็บ เป็นผู้ที่พิจารณาว่าในแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมแต่ละแหล่งนั้นมีปิโตรเลียมที่จะสามารถนำขึ้นมาจากหลุมเพื่อใช้ประโยชน์ได้ในปริมาณเท่าใด โดยการพิจารณาจากการกระจายตัวความดันและของเหลวบริเวณแหล่งกักเก็บ และพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่สลับซับซ้อนเพื่อหารูปแบบการไหลของของเหลวและค่าความดันภายในปิโตรเลียมที่สะสมตัวอยู่

จะเห็นได้ว่า อาชีพด้านการปิโตรเลียมนั้นเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจแก่ผู้ที่มีความสามารถ เนื่องจากจะได้ผลตอบแทนการทำงานที่ดีและความมั่นคงในอาชีพการทำงาน  เพราะปิโตรเลียมจะยังคงมีบทบาทในการเป็นทรัพยากรที่โลกต่อไป

ค่าครองชีพทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


น้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงทำให้น้ำมันเริ่มร่อยหรอลงไปทุกที ด้วยเหตุนี้ราคาน้ำมันจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระนี้ โดยเฉพาะผู้ใช้รถส่วนตัว

คนไทยกำลังใช้น้ำมันในราคาแพงจริงหรือ ยังเป็นข้อสงสัยกันอยู่ทุกวันนี้  และจากข้อมูลพบว่าราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 91 อยู่ที่ 46.45 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันเบนซิน 95 แตะที่ 48.95 บาทต่อลิตร คาดว่าอีกไม่นานมีสิทธิ์ได้เห็นราคาน้ำมันแตะที่ 50 บาทต่อลิตรเป็นแน่ ทำให้ราคาน้ำมันเป็นที่น่าหนักใจของผู้ใช้รถพอสมควร

จากผลสำรวจทั่วโลกพบว่ายังมีประเทศที่มีราคาน้ำมันสูงนั่นคือ ประเทศตุรกี โดยราคาน้ำมันอยู่ที่ 9.89 เหรียญสหรัฐฯ ต่อแกลลอน หรือคิดเป็นลิตรละ 78 บาท ตามมาด้วย “นอร์เวย์” ที่ 9.63 เหรียญสหรัฐฯ ต่อแกลลอน ตีเป็นเงินไทย ลิตรละ 76 บาท ขณะที่ประเทศไทย” ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 47 มีราคาน้ำมันอยู่ที่ 4.42 เหรียญสหรัฐฯ ต่อแกลลอน คิดแล้วก็ตกอยู่ที่ประมาณลิตรละประมาณ 34 บาท และยังถูกกว่าประเทศสิงคโปร์ที่ตกลิตรละ 50 บาท

ราคาน้ำมันของไทยไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั้งนี้อันดับที่จัดมาเป็นแค่การจัดอันดับราคาขายในประเทศเท่านั้น หากจะให้วัดกันจริงๆ ต้องดูที่ค่าครองชีพของประชากรในประเทศ ว่าประเทศไหนใช้น้ำมันถูก น้ำมันแพงกว่ากัน และเมื่อวัดจากค่าครองชีพแล้ว ทำให้ไทยติดอันดับ 10 ของโลกในการใช้น้ำมันแพงมากที่สุด เพราไทยประชากรมีรายได้เฉลี่ยอยูที่ 507 บาทต่อวัน และรายได้ถูกแบ่งไปที่น้ำมันถึงร้อยละ 25 ในขณะที่นอร์เวย์มีรายได้เฉลี่ยนต่อวันที่ 8,355 บาท ทำให้การจ่ายน้ำมันแค่ลิตรละ 76 บาทเป็นเรื่องง่าย ส่งผลให้นอร์เวย์ไปอยู่อันดับที่ 51 ในด้านการใช้น้ำมันแพงของโลก

จากผลสำรวจทำให้พบว่า ถึงแม้บางประเทศมีค่าน้ำมันที่แพง  แต่หากนำรายได้ต่อหัวต่อวันของประชากรมาคิดค่าเฉลี่ยแล้ว ถือว่าคนเอเชียต้องกระเป๋าฉีกเพราะค่าน้ำมันมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว โดยเฉพาะประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดน้ำมันต่างๆ

ตลาดซื้อขายน้ำมันระหว่างประเทศ ตลาดที่สำคัญมีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง โดยจะเป็นตัวแทนการซื้อขายหรือตกลงราคาน้ำมันของภูมิภาคนั้นๆ ได้แก่ ตลาดในสหรัฐอเมริกา ตลาดยุโรป ตลาดตะวันออกกลาง และตลาดสิงคโปร์ สำหรับตลาดอื่น ๆ จะกำหนดราคาโดยพิจารณาและคำนึงถึงตลาดเหล่านี้ โดยโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันของประเทศในภูมิภาคนั้นๆ จะคำนึงถึงสภาพความต้องการและปริมาณการผลิตในภูมิภาคอื่น ๆ ประกอบกอบด้วย

ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ซื้อขายในตลาดโดยทั่วไป จะเปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับต้นทุน คือ ราคาน้ำมันดิบ ดังนั้น ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในทุกตลาด จึงปรับตัวเคลื่อนไหวไปในทิศทางและระดับเดียวกัน นอกจากนั้นแล้ว อุปสงค์และอุปทานในภูมิภาคนั้นๆ ยังมีอิทธิพลต่อราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาด จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันสำเร็จรูปในบางตลาดอาจปรับตัวแตกต่างจากตลาดอื่น แต่เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เพราะระดับราคาที่แตกต่างกันจะทำให้เกิดภาวะของการไหลเข้า/ออกของน้ำมันจากตลาดอื่น จนระดับราคาของตลาดนั้นปรับตัวสู่ภาวะสมดุลกับตลาดอื่น ดังนั้น ในการกำหนดราคาของผู้ค้าน้ำมันไทย ไม่ว่าจะใช้ฐานราคาน้ำมันสำเร็จรูปของตลาดใด การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันสำเร็จรูปของไทยจะเป็นเช่นเดียวกัน เพราะการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันสำเร็จรูปในทุกตลาดจะเปลี่ยนแปลงสอดคล้องในระดับเดียวกัน

ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดจรสิงคโปร์

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกไกล ตลาดสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางซื้อขายน้ำมันในภูมิภาคนี้ ที่สำคัญที่สุดราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดจรสิงคโปร์มิได้เกิดจากการประกาศราคาของรัฐบาลสิงคโปร์ แต่เป็นราคาที่เกิดจากการตกลงซื้อขายของผู้ซื้อและผู้ขายภายทั้งภายในและภายนอกประเทศสิงคโปร์ ราคาที่ตกลงจะสะท้อนจากปริมาณน้ำมันที่มีในภูมิภาคและความต้องการน้ำมันของภูมิภาคนี้ที่มีเข้ามาในตลาด ดังนั้น ปริมาณการผลิตส่วนเกินและความต้องการน้ำมัน (การส่งออกและการนำเข้า) ของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งรวมทั้งประเทศไทยจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาดจรสิงคโปร์ การเก็บรวบรวมราคาซื้อขายในตลาดน้ำมันทุกตลาดจะมีบริษัทข้อมูล เช่น Platt’s, Petroleum Argas, Reuters ทำการรวบรวมราคาซื้อขายในแต่ละวัน ซึ่งข้อมูลที่ตลาดน้ำมันใช้อ้างอิงในการต่อรองหรือตกลงราคาซื้อขายกันในธรุกิจน้ำมันระหว่างประเทศ จะเป็นของบริษัท Platt’s เช่น MOP (Mean of Platt’s) หมายถึง ราคากลางที่ได้จากราคาซื้อขายต่ำสุดและสูงสุดที่ Platt’s สรุปในวันนั้นๆ

ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปที่ซื้อขายผ่านตลาดสิงคโปร์ จะอยู่ในระดับสูงเช่นเดียวกันตลาดใหญ่ในพื้นที่อื่น (ยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง) ทำให้ยากต่อการปั่นราคาโดยผู้ซื้อหรือผู้ขาย และราคาจะสะท้อนความสามารถในการจัดหาและความต้องการในภูมิภาคเอเชียอย่างแท้จริง โดยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน เช่น ไทย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการกลั่นส่วนเกิน แม้จะเริ่มมีการกำหนดราคาส่งออกเอง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับ Demand/Supply ของประเทศตนเองส่วนหนึ่ง แต่โดยทั่วไปราคาตลาดจรสิงคโปร์ยังมีอิทธิพลสูงมากต่อราคาในประเทศต่าง ๆ ดังกล่าว

ตลาดน้ำมันที่ปั่นป่วนบวกกับมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจตะวันตก

11

ตลาดน้ำมันจะยังเผชิญหน้ากับแนวโน้มของความไม่แน่นอน ในปี 2558 ขณะที่ ราคาน้ำมันที่ดิ่งลงอย่างรุนแรง อันเป็นผลเนื่องมาจากอุปทานล้นตลาด ก็ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมืองในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ด้วย ทั้งนี้ ราคาน้ำมันไหลรูดลงต่อเนื่องประมาณครึ่งหนึ่งตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยนอกจากจะเกิดจากอุปทานที่มากล้นแล้ว ยังมีสาเหตุมาจากค่าเงินดอลลาร์แข็ง และอุปสงค์ลดลง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังซวนเซ

การร่วงลงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมัน เกิดขึ้นในปลายเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา เมื่อองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก ซึ่งรับผิดชอบในการผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดโลก คิดเป็น 1 ใน 3 ตัดสินใจไม่ปรับลดกำลังการผลิต แม้ว่า ปริมาณน้ำมันจะล้นตลาดก็ตาม ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดลอนดอนและนิวยอร์ก ไหลรูดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังดิ่งลงไม่หยุด จากการที่ทั้งโอเปกและสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบพลังงานโลก ออกมาคาดการณ์ว่า อุปสงค์น้ำมันในปี 2558 จะลดลงอีก

ในการประชุมของโอเปกเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบีย ประเทศที่ผลิตน้ำมันรายใหญ่สุด และประเทศมหาเศรษฐีน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียทั้งหลาย ต่างคัดค้านการลดเพดานการผลิตน้ำมันในแต่ละวันของโอเปก ซึ่งอยู่ที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน บรรดานักวิเคราะห์ กล่าวว่า โอเปกต้องการให้ราคาน้ำมันลดลง แม้ว่ามันจะทำให้รายได้สูญหายไปจำนวนมหาศาลก็ยอม เพื่อตอบโต้การเพิ่มขึ้นของการผลิตหินน้ำมันของสหรัฐ ซึ่งมีราคาแพงกว่าในการผลิต และกำลังเข้ามาแย่งส่วนแบ่งของตลาดโอเปก

อย่างไรก็ตาม ในส่วนอื่น ๆ ประเทศผู้ผลิตน้ำมันอีกหลายชาติ ทั้งเวเนซุเอลา, ไนจีเรีย, อิหร่าน, อิรัก และรัสเซีย ต่างก็ผิดหวังไปตาม ๆ กันกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ไม่กระเตื้องขึ้น เพื่อให้พวกเขาสามารถจัดงบประมาณสมดุล และกอบกู้เศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ในเวเนซุเอลา ราคาน้ำมันดิบที่ดิ่งลงต่อเนื่อง ก็จุดชนวนให้เกิดความวุ่นวายของสังคม และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศไปแล้ว

หลังการประชุมของโอเปก ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ได้สั่งให้รัฐบาลของเขาหั่นงบประมาณของประเทศที่พึ่งพารายได้จากการขายน้ำมัน และเศรษฐกิจกำลังอ่อนปวกเปียก เช่นเดียวกับรัสเซีย ตลาดน้ำมันที่ปั่นป่วน บวกกับมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจตะวันตก อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในยูเครน ทำให้ค่าเงินรูเบิลดำดิ่งอย่างหนัก ราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลงตั้งแต่เดือน มิ.ย. ทำให้รัสเซียตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเป็นพิเศษ เพราะครึ่งหนึ่งของรายได้ประเทศมาจากการส่งออกพลังงาน ธนาคารกลางรัสเซียตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งในสัปดาห์เดียวในช่วงต้นเดือน ธ.ค. อันเป็นความพยายามที่จะหยุดยั้งการดิ่งลงของรูเบิล ซึ่งผลที่ตามมาก็คือการปรับขึ้นราคาครั้งใหญ่ของสินค้าบริโภค

แนวโน้มด้านราคาน้ำมันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามตลาดโลก

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในประเทศไทย ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดโลก ค่าพรีเมียมและปรับคุณภาพน้ำมัน ราคาไบโอดีเซล ราคาเอทานอล ภาษีฯ กองทุนน้ำมันฯ และค่าการตลาด อย่างแรกเลยที่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปมีอุปสงค์และอุปทานคนละกลุ่มจึงอยู่คนละตลาดกัน แต่การเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปมักจะมีทิศทางเดียวกัน แต่จะไม่เปลี่ยนแปลงเป็นสัดส่วนที่เท่ากันพอดี ทำให้ค่าการกลั่นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แล้วแต่สภาพตลาดน้ำมันในขณะนั้นเป็นความเสี่ยงที่โรงกลั่นน้ำมันต้องรับไป

ราคาที่เป็นเนื้อน้ำมันคือราคาหน้าโรงกลั่นมีการเปลี่ยนแปลงตามราคาตลาดโลกเป็นไปตามกลไกตลาด แต่ส่วนอื่นๆที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามตลาดโลก ได้แก่ ภาษีต่างๆ กองทุนน้ำมันฯ และค่าการตลาด ฯลฯ นอกจากนี้ด้วยนโยบายของกระทรวงพลังงานในรัฐบาลชุดนี้ทำให้สามารถใช้หนี้กองทุนน้ำมันฯ โดยเก็บเพิ่มเติมจากน้ำมันดีเซลมาเป็นเงินสำรองเพื่อใช้รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันหากเกิดราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต และสามารถนำไปใช้เพื่อส่งเสริมพลังงานทดแทนอีกด้วย ในส่วนของค่าการตลาดนั้นช่วงที่ราคาน้ำมันขาลงค่าการตลาดมักจะเพิ่มขึ้นมาชดเชยในส่วนที่ผู้ประกอบการรับภาระไว้ตอนช่วงราคาน้ำมันขาขึ้นที่ค่าการตลาดมักจะถูกบีบให้น้อยกว่าปกติ ก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงพลังงานจะพิจารณาถึงความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ

ทิศทางราคาน้ำมันดิบปี 2558 จะลดลงอยู่ที่ 90-95 เหรียญต่อบาร์เรล จากปีนี้ที่คาดว่าจะเฉลี่ยกว่า 100 เหรียญต่อบาร์เรล เนื่องจากยังอยู่ในสภาวะอุปทานล้นตลาด ประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถผลิตน้ำมันได้สูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ลดการพึ่งพาการนำเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้น้ำมันดิบจากแอฟริกาไม่สามารถส่งเข้าสหรัฐได้ จึงต้องลดราคาเพื่อแข่งขันกับกลุ่มโอเปก และขยายเข้าสู่ตลาดเอเชียแทน ประกอบกับกลุ่มโอเปกสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องจากซาอุดีอาระเบีย และการกลับมาของอิรัก ลิเบีย และอิหร่าน ที่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ ส่งผลให้ตลาดอุปทานน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง

การที่ประเทศนอกกลุ่มโอเปกจะลดการผลิตลงไปนอกจากราคาจะเป็นปัจจัยหนึ่งแล้วการวางแผนการลงทุนยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าและไม่สามารถยกเลิกได้อย่างกะทันหันจึงต้องอาศัยเวลาอย่างน้อย 2-3 เดือนจึงจะมีการปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป สาเหตุที่กลุ่มโอเปกระบุว่าจะขอเวลาอย่างน้อย 3 เดือนเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนที่จะพิจารณาว่ามีความจำเป็นจะต้องเรียกประชุมฉุกเฉินในไตรมาสแรกของปีหน้าเพื่อพิจารณาว่าจะทบทวนเรื่องโควตาการผลิตหรือไม่

การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงก็มีผลลบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจอาเซียน

นับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2557 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกได้เผชิญกับภาวะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยลดลงถึงร้อยละ 48 จากราคาที่สูงกว่า 105 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลในเดือนก.ค. 2557 เหลือเพียง 54.2 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลในวันที่ 31 ธ.ค. 2557 ซึ่งนับเป็นราคาที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี โดยมีสาเหตุจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของอุปทานน้ำมันในตลาดโลกอย่างมาก อันเป็นผลจากการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของสหรัฐฯ ด้วยการขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) โดยใช้เทคโนโลยีการขุดเจาะแบบใหม่ตามแนวนอนที่เรียกว่า Horizontal Drilling รวมถึงการที่ประเทศอื่นๆ อย่างแคนาดาได้เพิ่มการผลิตน้ำมันจากทรายน้ำมัน (Tar Sands) มากขึ้น ในขณะที่ชาติสมาชิกโอเปกก็ยังคงกำลังการผลิตน้ำมันไว้ตามเดิม ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันลดต่ำลง คือ การลดลงของความต้องการใช้น้ำมันในหลายประเทศ จากความเปราะบางของเศรษฐกิจ อาทิ ญี่ปุ่นและอียู

ทั้งนี้ การลดลงของราคาน้ำมันนับเป็นผลดีต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ซึ่งรวมถึงกลุ่มประเทศอาเซียน ตามปัจจัยสนับสนุน ดังต่อไปนี้
มูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบที่ลดลงส่งผลบวกต่อดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ของประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ประเทศไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดราวร้อยละ 2 ของ GDP ในปี 2558 นี้ นอกจากนี้ การลดลงของราคาน้ำมันย่อมส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศจีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิรายใหญ่ รวมถึงยังเป็นตลาดส่งออกและตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สำคัญของอาเซียน ดังนั้น การส่งออกและการท่องเที่ยวของอาเซียนโดยรวมคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น

หากแต่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิในอาเซียนซึ่งได้แก่ มาเลเซีย และบรูไนอาจประสบความท้าทายจากรายได้จากการส่งออกน้ำมันที่ลดลง อย่างไรก็ดี มาเลเซียมีฐานะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสะสมต่อเนื่อง อันส่งผลให้ฐานะการเงินของประเทศยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นกังวล

ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงน่าจะส่งผลให้มีการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น เนื่องจากครัวเรือนมีภาระค่าใช้จ่ายน้อยลง รวมทั้งต้นทุนของภาคธุรกิจในการผลิตและการขนส่งมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ซึ่งจะช่วยชะลอการปรับราคาสินค้าในตลาดได้ และช่วยให้ในระยะนี้สถานการณ์เงินเฟ้อของอาเซียนอยู่ในภาวะผ่อนคลายมากขึ้น

ด้วยสภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลงตามระดับราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศในอาเซียนมีพื้นที่สำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ยกตัวอย่างเช่น อินโดนีเซียที่น่าจะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะนี้ หลังจากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนับจากรัฐบาลประกาศลดการอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศ รวมไปถึงฟิลิปปินส์ที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 4 ภายหลังอัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลงมาจากร้อยละ 4.3 ในเดือนต.ค. 2557 เป็นร้อยละ 3.7 ในเดือนพ.ย. 2557 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบปี 2557 นับเป็นการลดความกังวลของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ในการจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อ

สถานะดุลการคลังของประเทศในอาเซียนมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากเป็นจังหวะให้ภาครัฐสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายผ่านการลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน โดยไม่กระทบต้นทุนของภาคธุรกิจและค่าใช้จ่ายประชาชน และสามารถนำงบประมาณภาครัฐไปใช้จ่ายกับโครงการเพื่อการพัฒนาประเทศได้มากขึ้น เห็นได้จากว่ามาเลเซีย และอินโดนีเซียเริ่มมีการปรับลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน และไทยเริ่มมีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันโดยการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล

ทั้งนี้ การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงก็มีผลลบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจอาเซียนด้วยเช่นกัน ผ่านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิรายใหญ่อย่างรัสเซีย และกลุ่มประเทศสมาชิกโอเปก โดยผลจากการร่วงอย่างหนักของราคาน้ำมัน ทำให้ค่าเงินรูเบิลของรัสเซียอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงิน และภาระหนี้ต่างประเทศของรัสเซียเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อตราสารทางการเงินในประเทศตลาดเกิดใหม่ และอาจนำไปสู่ปัญหาด้านเสถียรภาพของค่าเงินในตลาดเกิดใหม่อื่นๆ เช่น อินเดีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น

ปั๊มน้ำมัน แนวโน้มที่เปลี่ยนไป แข่งเดือดกลยุทธ์สร้างความแตกต่าง

ธุรกิจที่ได้รับความสนใจจากประชาชนในตอนนี้คงจะหนีไม่พ้น ธุรกิจน้ำมัน อาจจะด้วย หลายๆ ปัจจัย เช่น น้ำมันเป็นปัจจัยหลักของแทบจะทุกอุตสาหกรรม จึงทำให้ธุรกิจน้ำมันได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมา โดยตลอด รวมทั้งในธุรกิจน้ำมัน มีผู้ประกอบการที่มีเงินลงทุน ก้อนใหญ่หลายราย แต่เดิมในอดีต การแข่งขันของธุรกิจน้ำมันจะแข่งขันกันในธุรกิจหลัก ซึ่งก็คือ การจำหน่ายน้ำมันทั้งหลาย เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันหล่อลื่น แต่จากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ธุรกิจน้ำมันมาแข่งขันกันที่องค์ประกอบของสถานีบริการน้ำมันด้านอื่นๆ แทน องค์ประกอบของสถานีบริการน้ำมันนั้นประกอบไปด้วย 5 ส่วนด้วยกัน คือ 1.สถานีบริการน้ำมัน จะเป็นพื้นที่ที่ใช้ในการเติมน้ำมันจะมีหัวจ่ายของน้ำมันชนิดต่างๆ เช่น หัวจ่ายของน้ำมันเบนซิน หัวจ่ายของน้ำมันดีเซล เป็นต้น 2.ร้านสะดวกซื้อ ในสถานีบริการน้ำมันจะมีลักษณะที่แตกต่างไปจาก ร้านสะดวกซื้อทั่วไป ที่สินค้ามีความ หลากหลาย ร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมันจะมีสินค้าในกลุ่มของว่างและของทานเล่นเป็นส่วนใหญ่

ร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมันเรียกว่า จีสโตร์ แต่เดิมจะเป็นร้านขนาดเล็ก มีสินค้าจำหน่ายไม่มากและขาดความเป็นเอกลักษณ์ แต่ละปั๊มจึงมีการพัฒนาให้เป็นรูปแบบเดียว กันมากขึ้นและมีสินค้าจำหน่ายที่หลากหลายกว่าเดิม ปั๊มน้ำมันเจ็ท ดำเนินการภายใต้ชื่อ จิฟฟี่, ปั๊มน้ำมันเชลล์ ดำเนินการภายใต้ชื่อ ซีเล็ค, ปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์

ดำเนินการภายใต้ ชื่อ สตาร์มาร์ท, ปั๊มน้ำมันบางจาก ดำเนินการภายใต้ชื่อ เลมอนกรีน และปั๊มน้ำมันปตท. จะเป็นพันธ มิตรมาเปิดดำเนินการ คือ เซเว่น อีเลฟเว่น โดยส่วนใหญ่การดำเนิน การร้านสะดวกซื้อนั้น ผู้รับสัมป ทานดำเนินการปั๊มน้ำมันจะดำเนิน การเอง 3.ร้านจำหน่ายอาหาร แต่เดิมร้านจำหน่ายอาหารในปั๊มน้ำมันจะเป็นลักษณะของพื้นที่เช่า ให้ขายข้าวแกง อร่อยบ้าง ไม่อร่อย บ้าง แล้วแต่ฝีมือของแม่ครัวแต่ ละร้าน บางปั๊มจำหน่ายอาหารไม่หมดก็จะนำมาอุ่นแล้วจำหน่ายซ้ำอีกในวันต่อไป ทำให้ผู้ใช้รถบางราย เจออาหารที่ไม่สดใหม่ เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีในการทานอาหารในปั๊มน้ำมัน แต่สำหรับปัจจุบันแล้ว ปั๊มน้ำมันได้มีการหาพันธมิตรที่มีความชำนาญมาดำเนินการ เช่น ปั๊มน้ำมันเจ็ท

จากองค์ประกอบดังกล่าวแล้วปัจจุบันการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจน้ำมันทำให้บริการด้านอื่นๆ มีการเพิ่มรูปแบบใหม่ๆ มีการนำกลยุทธ์การสร้างความแตก ต่าง (Differentiation) โดยเฉพาะ ความแตกต่างของบริการด้านอื่น มาใช้มากยิ่งขึ้น ปตท.ได้พันธมิตรที่ดี ที่มีความต้องการแนวทางเดียวกันในการดำเนินกลยุทธ์ความ แตกต่างนี้ อย่างธนาคารกรุงศรี อยุธยา เปิดให้บริการในปั๊มน้ำมันเป็นแบบ Drive-Thru Banking ปั๊มน้ำมันในปัจจุบัน จึงเปลี่ยนโฉมไปจากเดิมมาก มีความทันสมัยและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เราในฐานะของ ผู้บริโภค คงต้องรอดูกันต่อไปว่า ปั๊มน้ำมันรายอื่นๆ จะปรับตัวกัน อย่างไร เพื่อตอบสนองความต้อง การที่เปลี่ยนไปนี้

ราคาน้ำมันแพงส่งผลต่อธุรกิจขนส่ง

เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ ต้องแบกรับภาระด้านต้นทุน ในด้านการขนส่งสินค้าที่สูงขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์จะต้องมีการวางแผนกำหนดกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง และลดต้นทุนในการขนส่ง อาทิเช่น

1. กลยุทธ์การใช้พลังงานทางเลือก โดยปรับเปลี่ยนพลังงานที่ใช้ในการขนส่งจากน้ำมันดีเซลหรือเบนซิน เป็นไบโอดีเซลหรือก๊าซ CNG ซึ่งการใช้ก๊าซ CNG จะประหยัดกว่าการใช้น้ำมันประมาณ 60-70% แต่ในการตัดสินใจติดตั้งระบบ NGV ผู้ประกอบการควรมีการตัดสินใจที่ละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากการติดตั้งระบบ NGV ใช้งบประมาณที่ค่อนข้างสูง ในการติดตั้งผู้ประกอบการควรพิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ พิจารณาประเภทของเครื่องยนต์ พิจารณาสถานีบริการ NGV และเส้นทางในการขนส่ง สุดท้ายคือ การพิจารณาผลตอบแทนการลงทุน ซึ่งการพิจารณาถึงองค์ประกอบเหล่านี้ จะทำให้ผู้ประกอบการเห็นถึงความเป็นไปได้ของการติดตั้งในด้านผลตอบแทนการลงทุน รวมถึงการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

2. กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งแบบใหม่ หรือการใช้วิธีการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal transportation) ซึ่งเป็นวิธีการขนส่งที่ผสมผสานระหว่างการขนส่งตั้งแต่ 2 รูปแบบขึ้นไป ภายใต้สัญญาหรือผู้รับผิดชอบการขนส่งรายเดียว ซึ่งโครงสร้างของระบบขนส่ง สามารถแบ่งตามลักษณะทางกายภาพได้ 5 แบบ คือ

1. การขนส่งทางถนน เป็นรูปแบบการขนส่งที่นิยมใช้มากที่สุด สำหรับการขนส่งภายในประเทศ
2. การขนส่งทางราง มีข้อจำกัดในด้านสถานที่ตั้ง และสถานีบริการ ต้นทุนการขนส่งต่ำ และสามารถบรรทุกสินค้า ได้ครั้งละมากๆ
3. การขนส่งทางน้ำ สามารถขนส่งได้ครั้งละมากๆ มีต้นทุนในการขนส่งต่ำที่สุด และเป็นการขนส่งหลักของการขนส่งระหว่างประเทศ
4. การขนส่งทางอากาศ ใช้สำหรับการขนส่งระยะทางไกลๆ และต้องการความเร็วสูง มีต้นทุนการขนส่งสูงที่สุด และใช้กับสินค้าที่มีราคาแพง มีน้ำหนักและปริมาตรน้อย
5. การขนส่งทางท่อ ต้องมีการกำหนดตำแหน่งที่ตั้งสถานที่รับและส่งสินค้าที่แน่นอน

ปัจจุบันประเทศไทยใช้วิธีการขนส่งทางถนนมากกว่าร้อยละ 80 ของปริมาณการขนส่งสินค้าโดยรวมของประเทศ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานระบบการขนส่งในประเทศ ได้เอื้ออำนวยให้สามารถขนส่งถึงที่หมายปลายทางได้ (Door-to-door) ในขณะที่การขนส่งทางรางยังคงมีข้อจำกัดอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการผสมผสานรูปแบบการขนส่งเพื่อให้สามารถทันกับการตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยคำนึงถึงต้นทุนการขนส่งให้ประหยัดที่สุด นอกจากนี้การขนส่งทางรางยังสามารถใช้ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ได้จึงเหมาะกับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ซึ่งการขนส่งสินค้า ระยะไกลจะใช้การขนส่งโดยรถไฟ และใช้การขนส่งโดยรถยนต์เพื่อส่งสินค้าระหว่างจุดต้นทางสินค้า กับสถานีต้นทางและระหว่างสถานีปลายทางกับจุดปลายทางสินค้า ส่วนระยะใกล้จะใช้การขนส่งทางถนน

ปัญหาราคาน้ำมันที่ต้องได้รับการแก้ไข

logiciel-prodell.com

ในแต่ละวันประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันได้กว่าประเทศอื่นๆเกือบ 2 เท่าตัว

เช่น บรูไน และน้ำมันสำเร็จรูปยังเป็นสินค้าส่งออกอันดับที่ 5 ของไทย ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกมากกว่าข้าวเกือบ 2 เท่าตัว แต่ด้วยปัญหาการนำเข้าส่งออกที่ไม่ชอบมาพากลของบ้านเรา ทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าน้ำมันในราคาสูงมากกว่าที่ควรจะเป็น ในขณะที่บริษัทน้ำมันบางรายกับร่ำรวยขึ้น

ยังคงเป็นคำถามที่ค้างคาใจ ว่าทำไมราคาที่ส่งออกน้ำมันไปขายยังต่างประเทศ จึงถูกกว่าน้ำมันที่โรงกลั่นน้ำมันขายในประเทศ หลายๆคนคงทราบกันดีว่าเพราะเหตุใด แต่อย่างไรก็ตามคงต้องย้อนกลับไปตั้งแต่การเริ่มต้นส่งเสริมให้มีการลงทุนสร้างโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยก่อน จากในอดีตก่อนที่รัฐบาลจะเปิดให้มีการลงทุนสร้างโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย เราต้องนำเข้าน้ำมันทุกชนิดจากประเทศสิงคโปร์

ต่อมาเมื่อมีนโยบายสร้างโรงกลั่นขึ้นมาเพื่อทดแทนการนำเข้า ก็ได้มีการกำหนดให้ตั้งราคาที่อิงกับน้ำมันในตลาดสิงโปร์ ซึ่งเป็นตลาดขายน้ำมันที่เป็นสากล และได้รับการยอมรับ ซึ่งโรงกลั่นน้ำมันที่สร้างขึ้นในระยะแรกๆ ไม่ได้เป็นการลงทุนของผู้ประกอบการเพียงรายใดรายหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการลงทุนของนักธุรกิจหลายรายที่มาลงุทนร่วมกัน เมื่อกลั่นน้ำมันได้เท่าไร ผู้ที่ถือหุ้นก็จะนำน้ำมันไปขายตามจำนวนหุ้นของแต่ละบริษัท ซึ่งราคาเหล่านี้ก็จะมีการปรับขึ้นลงตามราคาตลาดโลกด้วย

อย่างไรก็ตามการส่งออกน้ำมันไปขายยังต่างประเทศนั้นไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการสร้างโรงกลั่นในไทย เพราะเราสร้างโรงกลั่นเพื่อนำมาทดแทนการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อการส่งออกเหมือนโรงกลั่นอย่างในประเทศสิงคโปร์ ดังนั้นทางด้านการส่งออกตลาดสิงคโปร์ย่อมได้เปรียบเราในทุกด้านอยู่แล้ว และเป็นผู้ที่ครอบครองตลาดด้วย

ในขณะที่ความต้องการน้ำมันของไทยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเราก็ต้องกลับไปนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเหมือนในอดีต ซึ่งเป็นผลเสียต่อประเทศชาติ แต่ถ้าหากทางรัฐบาลหยุดแสวงหาผลกำไรโดยไม่สนใจถึงความเดือดร้อนของประเทศ และจำหน่ายน้ำมันให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด คนไทยก็จะไม่จำเป็นต้องจ่ายให้กับราคาน้ำมันที่แพงเกินจริงจากต่างประเทศอีกต่อไป

ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ ทางเลือกใหม่ ของเกษตกรที่น่าจับตามอง

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่น่าจับตามอง นอกจากจะเป็นพืชน้ำมันที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจน้ำมันพืชเพื่อการบริโภค และเป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกหลายอุตสาหกรรม เช่น สบู่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมข้นหวาน เนยเทียม ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น อนาคต ปาล์มน้ำมันยังจะมีบทบาทสำคัญใช้ผลิตไบโอดีเซล ซึ่งคาดว่าจะเป็นพลังงานทดแทนน้ำมันอนาคต ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรฯ ร่วมมือกับจังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันที่สำคัญ

การกำหนดแผนยุทธศาสตร์จังหวัดที่จะส่งเสริมเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีมากขึ้น เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพ และเพียงพอกับการผลิตไบโอดีเซล โดยส่งเสริมปลูกปาล์มพันธุ์ดีแทนที่สวนยางเก่า และต้นปาล์มอายุมาก รวมทั้งที่นารกร้าง ยังจะเน้นส่งเสริมใช้เทคโนโลยีผลิต และเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิตปาล์มน้ำมันให้สูงขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวความต้องการ ผลผลิตปาล์มน้ำมันใช้เป็นพลังงานทดแทนอนาคต

การผลิตปาล์มน้ำมันในตลาดโลก
ปัจจุบัน ประเทศปลูกปาล์มน้ำมัน 42 ประเทศทั่วโลก ซึ่งต่างจากพืชน้ำมันประเภทอื่นๆที่ปลูกกันกว้างขวางทั่วโลก เนื่องจากพื้นที่ปลูกเหมาะสมปลูกปาล์มน้ำมัน จะอยู่ระหว่างเส้นรุ้ง 10 องศาเหนือ-ใต้เส้นศูนย์สูตร หรืออย่างสูงไม่เกิน 20 องศาเหนือ-ใต้เส้นศูนย์สูตร การผลิตปาล์มน้ำมันขยายตัวอย่างรวดเร็วช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบัน แหล่งผลิตปาล์มน้ำมันหลักของโลก คือมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งมีพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิต 21.1 ล้านไร่และ 15 ล้านไร่ตามลำดับ คิดเป็น 31.3% และ 22.2% ของพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมันรวมของโลก

ส่วนประเทศไทย ยังมีปริมาณการผลิตน้อยมาก พื้นที่เก็บเกี่ยวประมาณ 1.4 ล้านไร่ หรือ 0.02% ของพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตของโลก อย่างไรก็ตาม ประเด็นน่าสนใจ คือการเพิ่มผลผลิตทะลายปาล์มน้ำมันของไทยเฉลี่ยต่อไร่ช่วงปี 2530-2545 เพิ่มสูงกว่าประเทศผู้ผลิตปาล์มน้ำมันรายอื่นๆ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ผลผลิตเฉลี่ยต่อพื้นที่ของไทย น่าจะมีโอกาสสูงขึ้นอีก จนใกล้เคียงมาเลเซียช่วง 3-6 ปีข้างหน้า กลุ่มพืชให้น้ำมันที่สำคัญในตลาดโลก มี 4 พืช คือ ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง เรปซีดและทานตะวัน เมื่อเทียบราคาต้นทุนผลิต ปาล์มน้ำมันต้นทุนผลิตต่ำ เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้น มีโอกาสเสี่ยงต่อผลกระทบภัยธรรมชาติน้อย เมื่อเทียบพืชอายุสั้นอื่นๆ ลงทุนเพียงครั้งเดียว เก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานประมาณ 20 ปี นอกจากนี้ การที่ประชากรเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มสูงขึ้นตาม

ปาล์มน้ำมันต้นทุนผลิตต่ำผลผลิตต่อพื้นที่สูง ราคาซื้อขายในตลาดไม่สูง เสี่ยงต่อการเสียหายจากภัยธรรมชาติน้อย สามารถผลิตปริมาณมาก เพื่อรองรับความต้องการการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกได้ พื้นที่ปลูกได้ในโลกนี้มีจำกัด ไทยอยู่จุดได้เปรียบ ปลูกได้ดี ประกอบกับน้ำมันปาล์ม ประกอบด้วย กรดไขมันหลายชนิด อุดมด้วยวิตามินอี และวิตามินเอ องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ สามารถสกัด และใช้ประโยชน์เป็นสารตั้งต้นอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง อุตสาหกรรมใช้โอเลฟินเป็นวัตถุดิบ และอื่นๆ ซึ่งเพิ่มมูลค่าได้อีกหลากหลาย

ปาล์มน้ำมัน จัดเป็นพืชน้ำมันอนาคตสดใส และแนวโน้มขยายตัวความต้องการอุตสาหกรรมต่อเนื่องโดดเด่น เทียบกับพืชน้ำมันอื่นๆ เนื่องจากการขยายตัวอุตสาหกรรมที่ต้องการปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบ ทั้งน้ำมันพืชเพื่อการบริโภค และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ วางยุทธศาสตร์ขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อเป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซล เป็นการขยายอุตสาหกรรมรองรับปาล์มน้ำมัน ใช้เป็นแหล่งพลังงานทดแทน

ราคาน้ำมันกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ

ราคาน้ำมัน เป็นตัวแปรหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อวิถีการดำรงชีวิตของผู้คน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังเห็นได้จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่ประเทศไทยและประเทศต่างๆ ในโลกกำลังเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น ราคาวัตถุดิบ และค่าขนส่งที่สูงขึ้น และนำไปสู่การปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคหรือปัญหาเงินเฟ้อในท้ายสุด

สำหรับสาเหตุที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดขึ้นจากความต้องการใช้น้ำมัน (Demand) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันสืบเนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันต่อวันมากกว่าปริมาณน้ำมันที่สามารถผลิตน้ำมันได้ต่อวัน จึงทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามประเทศผู้ผลิตน้ำมันอาจจะเร่งการผลิตน้ำมันให้มากกว่าความต้องการใช้ เนื่องจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะมีความระมัดระวังมิให้น้ำมันราคาสูงเกินกว่าที่ผู้บริโภคจะรับได้ เพราะมีประสบการณ์ว่า เมื่อเศรษฐกิจโลกถดถอยลงอย่างรุนแรง จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลง ประกอบกับประเทศผู้บริโภคน้ำมันที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก และมีการลงทุนในการหาแหล่งพลังงานอื่น โดยเชื่อว่ากลไกตลาดกำลังทำงานให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน การแสวงหาพลังงานทดแทน รวมทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวมก็อาจเปลี่ยนไป โดยลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมหนักมาเป็นเน้นธุรกิจด้านบริการที่ใช้เทคโนโลยี และพึ่งพาพลังงานน้อยลง จึงอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก

แนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบธุรกิจน้ำมันปาล์มการเพื่อรองรับผลกระทบจาก AEC

Image.aspxผู้ประกอบการในธุรกิจน้ำมันปาล์มจำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันปาล์ม ของไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ในระดับเกษตรกรผู้ปลูก โรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ โดยเน้นการลดต้นทุน และเพิ่มปริมาณผลผลิตที่ได้จากการผลิต เพื่อให้ราคาจำหน่ายสามารถแข่งขันได้กับน้ำมันปาล์มน้ำเข้า ดังนี้

– เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงการเพาะปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูง เช่น การเลือกพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสมทั้งทาง ด้านภูมิประเทศ (ใกล้แหล่งน้ำ สภาพดินร่วนปนดินเหนียว) และสภาพภูมิอากาศ (อากาศชุ่มชื้น มีฝนตกชุก มีช่วงฤดูแล้งสั้น มีอุณหภูมิประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส) รวมถึงการคัดเลือกพันธุ์ ในการเพาะปลูกที่มีอัตราการให้น้ำมันสูง การศึกษาระยะเวลาในการใส่ปุ๋ยและประเภทของปุ๋ยที่ใส่ในแต่ละช่วงอายุของต้นปาล์ม การตัดแต่งทางใบ ตลอดจน การวางแผนเพาะปลูกปาล์มน้ำมันทดแทนต้นเก่าที่มีอายุมากซึ่งจะให้ปริมาณผลผลิตลดลง

– โรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ ควรเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพในการรวบรวมวัตถุดิบ (ผลปาล์มน้ำมัน) และการสกัดน้ำมันปาล์มเพื่อให้อัตราการให้น้ำมัน เพิ่มขึ้น โดยอาจพัฒนาการสกัดน้ำมันแยกระหว่างเนื้อในปาล์มและเนื้อปาล์ม สำหรับโรงสกัดที่มีขนาดใหญ่อาจหาแนวทางในการลดต้นทุนการผลิต โดยการนำของเศษปาล์มที่เหลือ จากกระบวนการสกัด (by product) เช่น กะลาปาล์ม ทะลายปาล์ม เส้นใยปาล์ม ไปผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในโรงงาน อีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุนในการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ของปาล์มอีกด้วย

– โรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ นอกจากที่ผู้ประกอบการควรจะเพิ่มประสิทธิภาพในการกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์แล้ว ควรเน้นการบริหารจัดด้านการขนส่งสินค้า (น้ำมันปาล์ม) ไปยังคลังสินค้าของผู้ค้าปลีกรายใหญ่และโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมันปาล์มในการผลิต เพื่อลดต้นทุนในการขนส่ง ซึ่งปัจจุบันนับว่ามีต้นทุนในส่วนนี้สูงถึงประมาณ ร้อยละ 20

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องทั้งโรงกลั่น โรงสกัด รวมถึงสมาคมและสหกรณ์การเกษตรในระดับท้องถิ่นต่างๆ ควรติดตามสถานการณ์การผลิต การจำหน่ายและราคา และความต้องการน้ำมันปาล์มในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการผลิต การตั้งราคา และการกระจายสินค้าไปสู่ตลาด รวมถึงการศึกษา และทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการที่สามารถช่วยบรรเทา/ลดผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรีการค้าสินค้าเกษตร คือ มาตรการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure: SG) ตามข้อผูกพันไว้กับ WTO ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศผู้นำเข้า (ที่ได้รับผลกระทบ) สามารถใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ได้รับความเสียหาย หรือมีแนวโน้มที่จะได้ รับความเสียหายจากการนำเข้าที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าปกติ

โดยสรุป ปัจจุบัน น้ำมันปาล์มเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ไทยยังคงใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ โดยระบุให้การนำเข้าน้ำมันปาล์มจะต้องมีการขออนุญาตนำเข้า (Import License) ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ โดยในการที่ไทยจะก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หนึ่งในข้อผูกพัน จะต้องลด/ขจัดมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีที่ใช้ในประเทศ ซึ่งหากไทยจำเป็นต้องยกเลิกมาตรการขออนุญาตนำเข้า จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะทางด้านของผู้ผลิต ได้แก่ เกษตรกร โรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ เนื่องจากการผลิตน้ำมันปาล์มของไทยในปัจจุบัน ยังมีจุดอ่อนทางด้านต้นทุนการผลิต ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มในประเทศสูง กว่าประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ อย่างเช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งอาจส่งผลให้น้ำมันปาล์มจากประเทศดังกล่าวเข้ามาแข่งขันกับน้ำมันปาล์มในประเทศมากขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภคจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการแข่งขันของผู้ผลิต ที่จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์ม รวมถึงสินค้าที่ใช้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบราคามีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตาม การเตรียมรับมือกับการก้าวเข้าสู่การเป็น AEC ในอนาคตเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับกลุ่มผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ เกษตรกรและผู้ประกอบการควรเร่งแนวทางเพื่อลดต้นทุนการผลิต ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้น้ำมันปาล์มไทยสามารถแข่งขันได้ในอาเซียน